Skip directly to content

Cloud Computing – มุมมองจากผู้ใช้งาน

on Mon, 09/12/2011 - 06:23

เรื่องสนุกอย่างหนึ่งในงานของผม คือการได้พาลูกค้าคนสำคัญ เดินทางผ่านขั้นตอนการกำหนดกลยุทธ์ของ Cloud และการนำระบบ Cloud ไปใช้   

ใน ช่วงปีที่ผ่านมา ผมได้พบปะหารือกับผู้บริหารของลูกค้าหลายราย หรือเกือบจะทุกอาทิตย์  เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการ  มีการปรับกระบวนทัพของฝ่าย IT เสียใหม่ และยังได้ร่วมสร้างรูปแบบบริการใหม่ๆ กับผู้ให้บริการอีกหลายราย   ซึ่งรวมๆ แล้วก็เป็นประโยชน์ของหน้าที่งานแบบผม  ที่ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับทั้งองค์กรที่สนใจที่จะพัฒนา Cloud ไปสู่รูปแบบการทำธุรกิจใหม่  และองค์กรที่สนใจจะใช้บริการ  แล้วก็เป็นแรงผลักดันให้เกิดการพูดคุยที่น่าสนใจสำหรับทั้งสองฝ่าย  ตัวอย่างเช่น เรื่องอะไรที่กำลังเป็นที่จับตาในตลาด  มีบริการใหม่ๆ อะไรที่กำลังจะออกสู่ตลาด หรือทิศทางของอุตสาหกรรม

ใน ส่วนของตัวชี้วัด โดยทั่วๆ ไป เราก็จะดูกันที่ความสามารถที่จะลดเวลาการนำเสนอบริการอย่างใดอย่างหนึ่งออก สู่ตลาด อาจจะเป็นเรื่องของสินค้า การเปลี่ยนซอฟแวร์ หรือฮาร์ดแวร์   การเปลี่ยนจากการเงินจ่ายลงทุน ไปเป็นค่าใช้จ่าย การเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน  ความพร้อมของการบริการ  และที่สำคัญที่สุดก็คือการลดต้นทุน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การลดต้นทุนการขยาย Platform ทั้งในส่วนของเงินลงทุน และค่าใช้จ่ายดำเนินการ  เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจซื้อ แต่เป็นการสร้าง Platform ระบบเปิดของการให้บริการแบบ end-to-end ให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้การวางแผนที่รัดกุม และมีการกำหนดเป็นวาระการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ  สิ่งเหล่านี้มักจะต้องเริ่มกันที่การประเมินในส่วนที่เกี่ยวกับ Application เทคโนโลยี และการปฏิบัติงาน  

สิ่ง ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การออกแบบขั้นตอนการศึกษาที่เป็นระบบและละเอียดถี่ถ้วน  เพื่อจะพิจารณาถึงความสามารถที่ของการให้บริการ รวมไปถึงตัวชี้วัดที่สำคัญๆ ทุกตัว ประกอบกับการทำความเข้าใจเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในขณะนั้น  เราจะต้องรู้ให้ละเอียดว่า ระบบเดิมมีการปฏิบัติงานอย่างไร   นอกจากนี้ ยังต้องมีการศึกษาในส่วนของความสอดคล้องกันของระบบแบบ Virtual กับระบบทางกายภาพ  ประเภทของเทคโนโลยีที่สามารถจะปรับเข้าสู่ระบบมาตรฐานได้โดยไม่มีผลกระทบ ต่อการใช้งานในธุรกรรมทางธุรกิจ  เวลาและกระบวนการทดสอบระบบ  การพิสูจน์ผลการใช้งานได้ของระบบ เป็นต้น  เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบ และสอดประสานกัน

ลอง นึกถึงเจ้าหน้าที่จัดการระบบที่มีอำนาจเข้าถึงระบบได้โดยไม่ต้องผ่าน data center หลักของคุณ  เขาอาจจะไม่ต้องผ่านมาที่  data center เลย  เราอาจจะมีระบบที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ให้จัดการได้เองแบบอัตโนมัติตามกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า  โดยที่ยังจะมีความสะดวกในการวัดผลงานของผู้ให้บริการ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลตาม Service Level Agreement  ระบบแบบนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ แต่ยังมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติงานของฝ่าย IT  อุตสาหกรรม Outsource และอุตสาหกรรม IT ในภาพรวม   

แล้วจะเริ่มกันอย่างไร?
ผมมีแผนดำเนินการเป็นขั้นๆ ดังนี้
1.)  จัดระเบียบ Application Technology ที่ใช้อยู่ และพยายามลดความแตกต่าง  
2.)  จัดระบบการทำงาน และพิจารณาความสามารถในการจัดการของฝ่าย IT  
3.)  สร้าง platform เป้าหมาย วิเคราะห์ และถ่ายโอน Application มาที่ platform ใหม่

ใน ที่สุดแล้วเราก็จะต้องมีบริการนำร่อง ซึ่งก็คือความสามารถที่จะกระจาย application ที่ลูกค้าต้องการได้อย่างรวดเร็ว โดยจะต้องมีระบบ Hosting เพื่อเป็น “เครือข่ายกระจายข้อมูล” อยู่ด้วย  อีกทั้งยังต้องช่วยเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลให้แก่ลูกค้าได้   ทั้งนี้ เราก็สามารถใช้ Pre-built infrastructure ที่มีการทดสอบแล้วมาช่วยในขั้นการสร้าง platform เบื้องต้นนี้ได้   

เรา สามารถใช้วิธีแบบเดียวกันนี้กับการสร้าง data center โดยใช้ Modular Technology หรือจะสร้าง Open Platform ที่รวมเอา Servers, Storage, Hypervisor, and ส่วนประกอบของ Networking เข้าไว้ด้วยกันก็ได้   แนวทางการพัฒนาเป็นส่วนๆ แบบ “Point of Presence” (เช่น Vblock) ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก  ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในส่วนของเทคโนโลยี ที่ควรจะเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งนอกจากจะให้ความคล่องตัวแล้ว ยังจะเอื้อต่อการขยาย scale และความยืดหยุ่นของระบบด้วย   ในส่วนของ infrastructure ก็จำเป็นที่เราจะต้องเลือก Network Infrastructure ที่น่าเชื่อถือ  ซึ่งเราก็สามารถคิดค่าบริการกับลูกค้าได้จากมาตรฐานการให้บริการที่สูงขึ้น นี้

เมื่อ มีการนำเสนอบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ก็มักจะมีคำถามตามมาเรื่องมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย และมาตรฐานการให้บริการโดยรวม   แต่จากประสบการณ์ของผมในกลุ่มบริษัทที่ให้บริการ Outsource คำถามที่เกิดขึ้นได้เคลื่อนไปสู่เรื่องของข้อเสนอเพิ่มเติม  เรื่องราคา  และความสามารถในการปรับ service level ตามความต้องการของลูกค้าแล้ว

การ รวมกันของธุรกิจระดับเดียวกัน จะช่วยเอื้อต่อการเลือกใช้เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น  stateless servers, global site selections, secure multi-tenancy across compute, storage, and network
เพื่อ ให้สามารถใช้บริการได้จากหลายๆ สถานที่ได้อย่างอัตโนมัติ   ทั้งนี้ ก็เพื่อยกระดับความสามารถของการบริการ  หรือจะกล่าวโดยสรุปก็คือ เพื่อความคล่องตัว ความมีประสิทธิภาพ และความเป็น Infrastructure Platform ที่ปลอดภัย สำหรับ Cloud Service ทุกระดับ

Post new comment