ทิศทางไอที ปี 2553 – 2556

ทิศทางไอที ปี 2553 – 2556

โดย Axel Winter 

เรื่องใหญ่ในโลกไอทีในช่วงปีที่ผ่านมา ถ้าไม่นับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มๆ จะทรงตัวอยู่ได้ เหตุการณ์สำคัญที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องที่เรากลับมาให้ความสนใจมากขึ้นว่าระบบคอมพิวเตอร์จะเคลื่อนตัวไปอย่างไร ทั้งในระดับของผู้ใช้รายบุคคล และผู้ใช้ขนาดใหญ่ขึ้นเช่นในระดับองค์กร

ความสำคัญของประเด็นนี้ เห็นได้ชัดจากแนวโน้มที่หน้าที่ของฝ่ายไอทีแบบเดิมๆ ได้ค่อยๆ ลดลงไป โดยเฉพาะในช่วงปีก่อน  และกระแสนี้เองที่จะมีผลในการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมไอที ได้มากมายอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน 

 

การเปลี่ยนผ่านของงานไอที ไปสู่การปฏิบัติการทางธุรกิจ และเทคโนโลยี 

หลายๆ องค์กร ได้แปลงงานไอทีแบบเดิมๆ  ไปเป็นองค์กรแบบผสมผสาน ที่เรียกว่า ฝ่ายเทคโนโลยี และการปฏิบัติการ (Technology& Operations:  T&O)”  ซึ่งโดยทั่วไป ก็จะนำโดยหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ (COO) ที่จะเป็นตัวแทนของคณะผู้บริหารทั้งหมด จึงเป็นการลดบทบาทของหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสารสนเทศ (CIO) ไปโดยปริยาย  หลายๆ องค์กรจึงได้กำหนดให้มี หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี (CTO) ขึ้นมาเพื่อเป็นการชดเชยบทบาทและหน้าที่ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้  CTO จะมีหน้าที่หลักในการกำหนดทิศทางของการที่จะรับ หรือปรับใช้เทคโนโลยีในองค์กร โดยจะพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางธุรกิจ และความเป็นเลิศในด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก  ซึ่งการเคลื่อนตัวเช่นนี้ก็จะเป็นการประกาศอิสรภาพขององค์กรจากการชี้นำของผู้ขายไปในเวลาเดียวกัน    

ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมบางท่านเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ก็เป็นเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ที่แกว่งสลับไปมาระหว่างการทำธุรกิจ กับการปฏิบัติการด้านไอที  แต่อีกหลายคนกลับมองว่า เหตุการณ์นี้เป็นผลมาจากความล้มเหลวของหน้าที่ไอทีแบบเดิมๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานทางธุรกิจโดยเน้นเพียงการใช้นวัตกรรม และให้ความสำคัญกับความเป็นเลิศในเชิงการปฏิบัติการ 

การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลโดยตรงจากการที่งานไอที เคยเป็นเพียงงานที่มีศูนย์รวมอยู่ที่การจัดการผู้ขายและผู้ที่เข้ามาให้บริการแก่องค์กร  บ่อยครั้งที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีจะกลายเป็นอุปกรณ์เอนกประสงค์ ที่เชื่อว่าจะช่วยแก้ได้สารพัดปัญหาในองค์กร  บริษัทที่ปรึกษา ก็ยังตอกย้ำความคิดนี้ และพยายามทำให้เจ้าหน้าที่ขององค์กรเชื่อว่างานหลักในการค้นหานวัตกรรม ก็คือการจัดซื้อ  แต่เขาลืมคิดไปว่า ทุกๆ บริษัท ก็ย่อมจะซื้อของเหมือนๆ กันนี้ จากผู้ขายรายเดียวกันนั่นเอง   จึงเห็นได้ชัดว่าความสำเร็จในการเอาความคิดเรื่องการว่าจ้างองค์กรภายนอก มาทำงานไอทีของทั้งองค์กร (enterprise-wide outsourcing) การจัดซื้อจัดหานวัตกรรมล่าสุดมาใช้ รวมไปถึงการจัดการระบบเทคโนโลยีขององค์กรแบบเหมารวม ไม่ได้นำไปสู่วัตถุประสงค์อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก 

การตระหนักรู้ในเรื่องนี้ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่ผู้ขายอุปกรณ์ไอที และผู้พัฒนาระบบทั้งหลายได้ค้นพบโลกแห่งอินเตอร์เน็ต อันประกอบขึ้นจากความร่วมมือของหลากหลายภาคส่วน เพื่อให้บริการ outsource ในรูปของ  “Cloud Services” ที่กลับมีประโยชน์เห็นได้ชัดเจน  และในขณะที่มีผู้ให้บริการ Cloud Services เกิดขึ้นอย่างมากมาย เราก็ต้องประหลาดใจมากขึ้น เมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้ที่ให้บริการได้ดีที่สุด อย่างเช่น ในด้านบริการ “compute cloud” ที่โดยหลักจะประกอบด้วย Server และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ผู้ที่ให้บริการที่ดีที่สุดกลับเป็นร้านหนังสือ ซึ่งพัฒนาระบบขึ้นเอง เพื่อให้เหมาะกับความต้องการใช้งาน และมีตั้งใจที่จะพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

 

อนาคตใน Cloud

หลังจากมีการนำเทคโนโลยีแบบ Service Oriented Architecture (SOA)  มาใช้ เราก็ได้เริ่มเห็นระบบปฏิบัติการแบบ Cloud Operation เป็นครั้งแรก ยกตัวอย่างเช่น Google’s Cloud Desktop Ecosystem ที่ใช้กับระบบปฏิบัติการ Chrome OS   แต่การเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่จะต้องมีการพิจารณาว่าคุ้มค่าในทางธุรกิจหรือไม่ ก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (CFO) เป็นแกนหลัก   

ถึงกระนั้น แม้แต่ในช่วงที่ cloud computing ยังไม่สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างครอบคลุม ประสิทธิภาพเบื้องต้นที่ระบบดังกล่าวทำได้ ก็มีศักยภาพมากเพียงพอที่จะรองรับการสร้าง cloud ส่วนตัว เพื่อใช้ภายในองค์กร และ cloud ที่จะใช้เพื่อการสาธารณะในวงกว้างออกไป  แน่นอนว่าหากทุกๆ  องค์กรจะดำเนินกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีไปตามกระแสเดียวกัน ระบบ cloud ที่ว่านี้ ก็ย่อมจะสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่สำคัญได้  

นอกจากการออกแบบระบบโดยใช้โครงสร้าง SOA ก็ยังมีกระแสนิยมของ application ที่เล่นบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งการที่จะเอื้อให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้ application นั้นๆ ได้อย่างรวดเร็วจากอุปกรณ์ที่หลากหลาย ตัวโปรแกรมก็จะถูกจัดเก็บไว้ที่ server กลาง  เพื่อให้ทั้งระบบมีการจัดการเป็นหนึ่งเดียว  ลักษณะของระบบที่มีการออกแบบเช่นนี้ ก็จะพัฒนาไปสู่การใช้ Cloud มากกว่าการใช้ระบบแยกส่วนที่เราเคยใช้แต่เดิม

ปัจจัยหลักที่จะผลักดันกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็คือ การเน้นให้ความสำคัญกับการปฏิบัติการทางธุรกิจ และความเชื่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ที่สำคัญก็คือ เราไม่ควรปล่อยให้องค์กรตกไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงมากขึ้นไปอีกด้วยการเดาอนาคต  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นผู้ตั้งรับตลอดเวลา  เราเพิ่งจะผ่านวันที่ มกราคม ของปีแรกหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วในระบบเศรษฐกิจ สังคม และวิกฤติการณ์ทางการเมือง  ดังนั้น ผู้ที่รับผิดชอบดูแลทางด้านเทคโนโลยี ก็ยังมีเวลาที่จะตระเตรียมแผนยุทธวิธี แต่ก็ต้องระวังเช่นกันว่าจะไม่ผูกมัดตัวเองด้วยกลยุทธ์ที่วางไว้ และเนื่องจากเรากำลังคุยกันเรื่องแนวโน้ม  ทางที่ดีเราก็ควรจะวางแผนในเชิง Scenario Planning เพื่อให้มีเทคโนโลยี และระบบการปฏิบัติการทางธุรกิจที่พร้อมรับสถานการณ์ได้หลายๆ รูปแบบ

 

แนวโน้มตั้งแต่ปี 2553  

ผมมองว่า ตั้งแต่ปี 2553 นี้เป็นต้นไป จะมีการเคลื่อนตัวของปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจอย่างมาก ซึ่งก็จะมีผลให้เกิดความกดดันต่อฝ่ายงานสนับสนุนต่างๆ ที่จะต้องตอบสนองต่อส่วนหน้า อันได้แก่เจ้าหน้าที่ที่ต้องให้การบริการแก่ลูกค้าให้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ ฝ่ายสนับสนุน ยังต้องริเริ่มที่จะเป็นผู้นำ ในการคิดหาทางขยายฐานรายได้ให้แก่องค์กร หรืออย่างน้อยก็ควรมีส่วนช่วยในการลดต้นทุน 

ผมคิดว่า แนวโน้มหลักๆ ยังคงอยู่ที่การพัฒนาเพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัว มีนวัตกรรม และมีการบริหารต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งก็เป็นแนวทางการขยายธุรกิจตามแบบฉบับของ General Electric  และในขณะเดียวกัน ยังต้องช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้ด้วย 

แนวโน้มแรกก็คือ ฝ่ายไอที จะถูกแทนที่ด้วยฝ่ายปฏิบัติการและเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นฝ่ายที่ต้องผลักดันการสร้างกลยุทธ์ไอทีให้เหมาะกับสถานการณ์ของธุรกิจตลอดช่วงปี 2553 – 2555  โดยพิจารณาผลที่เกิดจากวิกฤติการเงินที่ผ่านมาประกอบกัน ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และอาจจะหมายถึงผลประโยชน์แลกเปลี่ยน ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย 

ผมเริ่มเห็นการว่าจ้างบุคคลากรที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อที่จะทำหน้าที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนี้  ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการยอมรับแนวคิดใหม่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้ จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเสริมสิ่งที่มีคุณลักษณะที่ต้องการเป็นช่วงๆ และทำอย่างสม่ำเสมอ ถึงขั้นรายเดือนก็เป็นได้ แต่การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะมีการลงทุนนับล้านๆ ที่ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ”  ดังนั้น องค์กรจึงควรต้องจัดให้มีโครงการที่สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์เพื่อที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะกินเวลาหลายปี จึงต้องเปิดโอกาสให้มีการแก้ไข ปรับ หรือเพิ่มโครงการได้เป็นระยะ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ได้ 

และจากแนวโน้มที่ Cloud Services จะเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  องค์กรต่างๆ ก็จะหันไปหา mash strategy โดยใช้ cloud ทั้งภายในและนอกองค์กรกันมากขึ้น เพื่อจะลดต้นทุน และช่วยให้การขยายระบบทำได้ง่ายและรวดเร็ว การสร้างและการนำเอา cloud service มาใช้ น่าจะเห็นได้มากขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2553 นี้ เป็นต้นไป ในขณะที่ การ outsource ทั้งบริษัทโดยผู้ขายรายเดียวก็จะลดลง  และเมื่อมีการใช้ cloud service เพิ่มขึ้น การออกแบบระบบในลักษณะ Service Oriented Architecture (SOA) ก็จะเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก 

โครงการของหน่วยงานที่ดูแลด้านเทคโนโลยี และ Open Source จะมีการพัฒนาไปพร้อมๆ กับการใช้ Open Source ร่วมกับ Cloud Service ซึ่งนี่ก็จะเป็นกระแสหลักที่จะเกิดขึ้นองค์กรธุรกิจในปี 2553 นี้   อันจะเป็นผลดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านนี้อย่างมาก เนื่องจากในสภาพแวดล้อมแบบ open source นั้น จะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ และการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด และการออกแบบเป็นอย่างมาก  ซึ่งแม้ว่าอาจจะดูเป็นประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้ แต่มันจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้หน่วยงานที่ดูแลด้านเทคโนโลยีได้เติบโตขึ้น 

การเปลี่ยนแปลงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานก็จะเป็นเรื่องสำคัญในหลายๆ องค์กร  หน่วยงานด้านเทคโนโลยีจะเริ่มจัดกลุ่มผู้ใช้งาน ตามลักษณะการทำงาน และจะมีการนำเอาระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย ทั้ง Windows, Linux และ Apple มาใช้  นอกจากนี้ ยังจะมีการใช้ Virtualized Desktop หรือ Client Application Virtualization เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย  ในช่วงแรก จะเริ่มมีการใช้ cloud operating system เป็นกลุ่มๆ เพื่อให้ฝ่ายปฏิบัติการไม่ต้องรับมือกับลูกค้าจำนวนมากๆ ในคราวเดียว 

สำหรับการสื่อสารไร้สาย ลูกค้าจะหันไปใช้บริการของ RIM และ Apple มากขึ้น และผู้ให้บริการทั้งสองรายนี้ก็จะนำเสนอนวัตกรรมอย่างเข้มข้นเช่นกัน  และสำหรับองค์กรที่ใช้เครื่องมือของระบบ Business Intelligence, Office และ Communications  ก็จะหันไปใช้ iPad เป็นระบบหลัก 

 

สรุปแนวโน้มหลังจากปี 2553  

องค์กรธุรกิจ จะเน้นที่ความคล่องตัว นวัตกรรม และความคุ้มค่าในการลงทุน โดยจะมีทิศทางหลัก ดังนี้ 

  1.  ฝ่ายไอทีจะเปลี่ยนเป็น ฝ่ายปฏิบัติการทางธุรกิจและเทคโนโลยี 
  2.  องค์กรธุรกิจจะลดการพึ่งพาผู้ขาย และหันไปพัฒนาระบบเอง หรือพัฒนาขึ้นจากการรวมกันของหลายๆ ระบบ 
  3. จะมีการใช้ Open Source อย่างกว้างขวางในองค์กรธุรกิจ 
  4. การออกแบบระบบโดยใช้เทคโนโลยีแบบ Service Oriented Architectures – SOA จะเพิ่มขึ้น 
  5. หน่วยงานเทคโนโลยีจะเน้นการออกแบบระบบ ที่สามารถเชื่อมต่อกับ cloud อื่นๆ ในลักษณะ “Mash Clouds” หรือ “Inter Cloud” ได้ 
  6. จะมีการใช้ “Client Cloud OS” เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ใช้งานจะมีการใช้งานร่วมกันของหลาย Platforms เช่น Linux, Mac, Windows, Virtualized Clients (VDI)  
  7. iPad จะเป็นระบบหลักในการทำงานของผู้บริหาร หลังจากการสื่อสารไร้สายได้เข้าถึง ทั่วทั้งองค์กร 

 

ผมจะเฝ้าติดตามว่าในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า จะเกิดอะไรขึ้น!  

____________

การพยากรณ์แนวโน้มปี 2552 :http://www.axelwinter.com/node/28 [1] 

____________

Axel Winter – Regional Enterprise Architect, Asia Pacific, Cisco 

 

Axel มีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการ  Cloud Transformation ที่ Cisco เขามีประสบการณ์ทำงานผ่านวงจรของอุตสาหกรรมไอที ในฐานะที่ปรึกษา และ outsourcer ที่ Accenture และ Deloitte และยังเคยเป็น technologist ชั้นนำ ขณะทำงานที่ GE Capital  

เมื่อปี 2552 เขาได้ทำนายทิศทางของอุตสาหกรรมไอทีได้อย่างถูกต้องในหลายด้าน ได้แก่ แนวโน้มที่ธุรกิจจะหัมาให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นเลิศในการปฏิบัติการของธุรกิจ และการที่ระบบปฏิบัติการแบบ open source จะได้รับการยอมรับและนำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง 

อ่านบทความ และแนวคิดของ Axel ได้ใน blog ของเขาที่  axelwinter.com 

หรือติดต่อได้ทาง twitter.com/wintera | facebook.com/wintera | skype awinter2005